18/02/2020 23:26 PM
|
ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ sbobet-online เรารับพนันกีฬาเอเชี่ยนแฮนดีแคพ และ คาสิโนออนไลน์แบบ ไลฟ์ดีลเลอร์
Highlights

ประกาศประชาสัมพันธ์จากทาง Sbobet-online.co
กรุณาอ่านก่อนโอนเงินทุกครั้ง >> คลิกอ่านที่นี่ <<

ท่านสามารถสมัครสมาชิกผ่านคอลเซ็นเตอร์ได้ที่เบอร์
092-267-0022 , 092-267-0044 , 092-267-0066, 092-267-0088
หรือ
สมัครสมาชิกผ่านระบบออนไลน์ที่นี่

แม็กไกวร์ ชี้ไม่ได้ตั้งใจ

แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ระบุ แค่ป้องกันตัวไว้ก่อนในจังหวะที่ย่ำโดนหว่างขาของ มิชี่ บัตชูอายี่ กองหน้า เชลซี พร้อมสรรเสริญ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ที่ทำผลงานได้โดดเด่น โดยเฉพาะการเปิดลูกเตะมุมมาให้ตนโหม่งทำประตูได้
แฮร์รี่ แม็กไกวร์ กองหลังกัปตันทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กล่าวว่าจังหวะที่ตนย่ำไปโดนตรงหว่างขาของ มิชี่ บัตชูอายี่ กองหน้า เชลซี มันเป็นแค่ปฏิกิริยาตามธรรมชาติ และเป็นการป้องกันตัวไว้ก่อนเท่านั้น เพราะตอนนั้น บัตชูอายี่ ทำท่าว่าจะหล่นลงมาทับตน หลังจากจังหวะดังกล่าวเป็นประเด็นร้อนในเกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ “ปีศาจแดง” บุกไปชนะอีกฝ่าย 2-0 ถึงสนาม สแตมฟอร์ด บริดจ์ เมื่อวันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา
ชอตดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงนาทีที่ 20 ซึ่งเป็นตอนที่สกอร์ยังเสมอกันอยู่ 0-0 โดยตอนแรก แม็กไกวร์ พุ่งเข้าไปถึงบอลได้ก่อน บัตชูอายี่ ซึ่งทางกองหน้าชาวเบลเยียมก็ผลักอีกฝ่ายเพื่อทำให้ แม็กไกวร์ เล่นได้ยาก จนทำให้อดีตดาวเตะ เลสเตอร์ ซิตี้ ลงไปนอนกองกับพื้นสนาม
อย่างไรก็ตาม ในจังหวะนั้น แม็กไกวร์ ก็เหยียดขาขึ้นมาจนทำให้กลายเป็นการย่ำไปโดนตรงหว่างขาของ บัตชูอายี่ ด้วย ทำเอากองหน้าของเจ้าถิ่นลงไปนอนเจ็บเหมือนกัน ขณะที่สตาฟฟ์โค้ชของฝั่ง เชลซี ก็ฟ้องกันดังลั่น แต่สุดท้ายทีมงาน วีเออาร์ ก็ไม่ตัดสินว่ามันเป็นใบแดง โดยหลังจากนั้น แม็กไกวร์ ก็เป็นคนโหม่งประตูตอกฝาโลงฝัง เชลซี ด้วย
แม็กไกวร์ เผยว่า “ตอนนั้นผมรู้สึกว่าผมเตะโดนเขาจริงๆ แต่ผมคิดว่าเขาจะหล่นลงมาทับผม ดังนั้นมันก็เลยเป็นเรื่องธรรมดาที่ผมจะแสดงปฏิกิริยาด้วยการเหยียดขาออกไปเพื่อพยายามไม่ให้เขาหล่นลงมาทับผม”
“แน่นอนว่าการที่สตั๊ดของผมมันไปโดนตัวเขามันอาจจะทำให้ภาพทางทีวีมันดูแย่กว่าความเป็นจริง แต่มันเป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติเท่านั้น มันไม่ใช่การตั้งใจเตะอีกฝ่ายเลย ผมไม่ได้ตั้งใจทำอย่างนั้นแม้แต่นิดเดียว ที่ผมเหยียดขาออกไปมันก็แค่เป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติ ผมรู้ดีว่าผมไปโดนตัวเขา ผมรู้ดีตั้งแต่จังหวะที่เกิดเหตุการณ์นั้นแล้ว แต่ผมก็คิดว่ามันเป็นการตัดสินที่ถูกต้องเหมือนกัน”
ปราการหลังทีมชาติอังกฤษกล่าวชม บรูโน่ แฟร์นันด์ส มิดฟิลด์เพื่อนร่วมทีมคนใหม่ด้วยที่เล่นได้ดี อย่างเช่นชอตที่เปิดลูกเตะมุมได้อย่างยอดเยี่ยม จนทำให้ตนสามารถทำประตูได้ “แน่นอนว่า บรูโน่ ช่วยได้มากจากการที่เขาเปิดบอลได้ดี และหวังว่ามันจะมีชอตแบบนี้อีกตั้งแต่ตอนนี้ไปจนถึงจบฤดูกาลนะ คุณสามารถเห็นได้เลยว่า บรูโน่ สามารถทำอะไรได้บ้าง ไม่ว่าจะทั้งคุณภาพของการเล่นกับบอล, ความสามารถด้านเทคนิค และอิทธิพลของเขา เขาต้องการให้เพื่อนร่วมทีมโชว์ฟอร์มเก่งออกมาให้ได้ เขามีความเป็นผู้นำ และมันก็เป็นเรื่องดีที่จะมีนักเตะแบบเขาอยู่ในห้องแต่งตัว ตราบใดที่เขายังมีคุณสมบัติแบบนั้น”

สมควรปล่อย ป๊อกบา เพื่ออนาคตทีม

สำหรับอนาคตของ ปอล ป็อกบา ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยนักเตะมีข่าวออกมาเป็นระลอกเกี่ยวกับการย้ายหนี “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และตอนนี้ต้นสังกัดจำเป็นต้องคิดให้ละเอียดว่าพวกเขาจะฝืนยื้อนักเตะให้อยู่กับทีมต่อไป หรือจะขายออกไปเพื่อนำค่าตัวไปซื้อผู้เล่นใหม่มาเสริมแกร่ง
แน่นอนว่าไม่มีใครปฏิเสธว่า ดาวเตะเลือดเฟร้นช์ เป็นกองกลางพรสวรรค์ และมีความสำคัญกับ “ผีแดง” ในเวลานี้ อย่างไรก็ตามอนาคตของเขากับทีมก็ไม่มีความแน่นอน เพราะช่วงที่ผ่านมามีสัญญาณหลายๆ อย่างที่บ่งชี้ว่า ป็อกบา ดูเหมือนจะหมดใจกับการเล่นในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด
แม้ว่าสัญญาปัจจุบันของนักเตะจะเหลือถึงปี 2021 และมีออปชั่นขยายสัญญาเพิ่มอีก 1 ปีก็ตาม แต่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็มี 3 เหตุผลสำคัญที่ทำให้พวกเขาอาจตัดสินใจปล่อย อดีตสตาร์ “ม้าลาย” ยูเวนตุส ออกจากถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

1. การขาย ป็อกบา ช่วยให้ทีมมีเงินทุ่มซื้อแข้งใหม่ซัมเมอร์นี้
ต้องยอมรับว่าในฤดูกาลนี้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แทบไม่ได้ใช้ ปอล ป็อกบา เลยโดยนักเตะมีปัญหาบาดเจ็บรบกวนอย่างต่อเนื่อง และนั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ไม่สามารถจัดทีมที่ดีที่สุดเพื่อรักษาฟอร์มการเล่นระดับสูงเอาไว้ได้
ฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ก็คือการสร้างทีมขึ้นมาใหม่ และแน่นอนว่าการจะทำแบบนั้นได้ แมนฯ ยูไนเต็ด จำเป็นต้องทุ่มเงินมหาศาลเพื่อเสริมขุมกำลังใหม่ในตลาดพ่อค้าแข้ง โดยพวกเขาเพิ่งได้นักเตะชั้นดีอย่าง บรูโน่ แฟร์นันด์ส มาร่วมทีมในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม แมนฯ ยูไนเต็ด จึงต้องพยายาม และทำให้มั่นใจว่าพวกเขาจะได้รับค่าตัวสำหรับ ป็อกบา อย่างเหมาะสมในช่วงซัมเมอร์นี้ เพราะตอนนี้ทีมจำเป็นต้องหาผู้เล่นใหม่ก่อนที่จะเปิดฉากฤดูกาลใหม่ ทั้งตำแหน่งเพลย์เมกเกอร์, กองหน้า และปีกขวามาเสริมทัพ รวมไปถึงมิดฟิลด์ตัวรับ หากเกิดกรณีที่ เนมานย่า มาติช โบกมือลาสโมสร
ช่วงที่ผ่านมา โซลชา วางแผนที่จะใช้ผู้เล่นดาวรุ่งผสมกับนักเตะพรสวรรค์เพื่อสร้างทีมแห่งอนาคตขึ้นมา ฉะนั้นการที่ทีมได้เงินค่าตัวจาก ดาวเตะเลือดเฟร้นช์ จะทำให้พวกเขามีงบประมาณในการคว้านักเตะซูเปอร์สตาร์ชั้นยอดเข้ามาเสริมแกร่ง และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ควรปล่อย ป็อกบา ออกไป

2. สัญญา ป็อกบา จะหมดในปี 2021
กองกลางแชมป์โลก 2018 จะอายุครบ 27 ปีในเดือนมีนาคมนี้ ที่สำคัญสัญญาของนักเตะจะเข้าสู่ช่วงปีสุดท้ายซะด้วย โดยจากสัญญาฉบับเดิมของเขาจะหมดลงในช่วงซัมเมอร์ปี 2021 แต่ “เร้ด เดวิลส์” มีออปชั่นขยายสัญญาเพิ่ม 1 ปี แต่ดูเหมือนว่าในตอนนี้ไม่มีมีแววที่นักเตะอยากจะอยู่ในถิ่นโอล์ด แทร็ฟฟอร์ด ต่อไป ซึ่งนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ “ผีแดง” จำเป็นต้องพิจารณาในการปล่อยเขาออกไป
ความจริงแล้ว ดาวเตะทีมชาติฝรั่งเศส มีค่าตัวค่อนข้างสูงมาก และค่าเหนื่อยก็แพงแสนแพง ซึ่งนั่นหมายความว่าคงเป็นเรื่องยากมากๆ ที่จะหาสโมสรไหนที่จะสนใจทุ่มเงินเพื่อดึงเขาไปร่วมทีม อย่างไรก็ตาม เรอัล มาดริด เป็นสโมสรที่มีศักยภาพสูง และแสดงความสนใจในตัว ป็อกบา มาตลอด แถมยังยินดีไม่มีปัญหาในการจ่ายไม่อั้นเพื่อนำนักเตะมาร่วมทีม
นอกจากนี้ “ม้าลาย” ยูเวนตุส ก็เป็นอีกทีมที่อยากได้ ป็อกบา กลับมาโชว์เพลงแข้งอีกครั้ง เช่นเดียวกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่มีศักยภาพด้านการเงินซึ่งสามารถจ่ายไม่อั้นจนทำให้นักเตะพึ่งพอใจได้สบายๆ ฉะนั้นหาก แมนฯ ยูไนเต็ด ตัดสินใจไม่ขาย ป็อกบา ออกไปในช่วงซัมมอร์นี้ อาจจะทำให้พวกเขาต้องเจอกับเหตุการณ์ที่เลวร้ายก็เป็นไปได้
เหตุการณ์เลวร้ายที่ว่าก็คือ ป็อกบา อาจจะฝืนใจอยู่เล่นกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปีสุดท้ายของสัญญา และนั่นจะทำให้ “ปีศาจแดง” มีข้อจำกัดในการต่อรองเรื่องเจรจาขายนักเตะออกไป ที่สำคัญพวกเขายังเสี่ยงที่จะเสียนักเตะแบบฟรีเอเยนต์หากไม่มีดำเนินการอะไรในตอนนี้
กระนั้นหาก แมนฯ ยูไนเต็ด เลือกที่จะใช้ออปชั่นขยายสัญญาออกไปอีก 1 ปี โดยหวังว่านักเตะจะโชว์ฟอร์มเก่งเหมือนเดิม เพื่อโอกาสที่ค่าตัวของเขาจะเพิ่มสูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะเมื่อถึงเวลาต้องขาย จะได้ค่าตัวที่สมเหตุสมผลนั่นเอง

3. ขาดแรงจูงใจในการเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด
ช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ป็อกบา ตกเป็นข่าวหนาหูหลังจากที่เจ้าตัวแสดงออกอย่างชัดเจนว่าต้องการที่จะออกไปหาความท้าทายใหม่ โดยมีการคาดการณ์ว่า ดาวเตะเลือดเฟร้นช์ อยากที่จะโบกมือลา “ผีแดง” ก่อนที่ตลาดซื้อขายนักเตะรอบแรกจะปิดตัว ซึ่งในเวลานั้น เรอัล มาดริด ที่มี ซีเนดีน ซีดาน กุมบังเหียน พร้อมอ้าแขนต้อนรับเขาทันที
สำหรับ ป็อกบา แล้วเขาแสดงออกแบบไม่มีกั๊กว่าอยากร่วมงานกับ ซีดาน และในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาหลายๆ ฝ่ายต่างลุ้นระทึกว่า “ราชันชุดขาว” พร้อมที่จะทุ่มเงินมหาศาลเพื่อกระชาก อดีตกองกลาง “ม้าลาย” ยูเวนตุส มาร่วมทีมได้หรือไม่ แต่สุดท้ายการย้ายทีมไม่เกิดขึ้น และ ป็อกบา ก็ต้องสวมชุด “เร้ด เดวิลส์” ต่อไป
กระนั้นนับตั้งแต่เปิดซีซั่น 2019/2020 ป็อกบา ได้ลงเล่นแค่ 8 แมตช์เท่านั้น โดยที่เป็นตัวจริงแค่ 6 เกม เหตุผลที่เขาได้เล่นน้อยเพราะปัญหาบาดเจ็บข้อเท้า และต้องเข้ารับการผ่าตัด ซึ่งทำให้เจ้าตัวไม่สามารถช่วยทีมได้จนกระทั่งถึงช่วงต้นเดือนมีนาคมนี้
ที่สำคัญในช่วงที่ผ่านมา ป็อกบา แสดงสัญญาณบางอย่างที่บ่งบอกว่าเขาไม่มีแรงกระตุ้น และความท้าทายในการที่จะเล่นให้สโมสรเจ้าของแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดี 20 สมัยอีกต่อไป
ย้อนไปตอนที่นักเตะย้ายกลับมาเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด เขาคาดหวังว่า “ผีแดง” กำลังกลับมาสู่ยุคใหม่ แต่โชคร้ายที่ไม่เป็นแบบนั้น โดยนักเตะทำได้เพียงแค่คว้าแชมป์คาราบาว คัพ กับ ยูฟ่า ยูโรปา ลีก ในซีซั่นแรกขณะที่ฤดูกาลที่สองคว้าอันดับ 2 ในพรีเมียร์ลีก
แน่นอนว่า ป็อกบา รู้สึกว่าเขาสมควรที่จะได้อะไรที่มากกว่านี้ในการเล่นในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด แต่กลับไม่เป็นดั่งที่ใจฝัน และทำให้รู้สึกหมดแรงจูงใจในการเล่นกับทีม ฉะนั้นคงไม่ใช่เรื่องฉลาดนักที่จะยื้อเขาเอาไว้กับทีมอีกต่อไป

ซิเยค ร่วมทัพเชลซีค่าตัว 45 ล้านยูโร

เป็นที่แน่นอนแล้วว่า ฮาคิม ซิเยค ปีกดาวเด่นทีมชาติโมร็อกโก จะย้ายจาก อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม มาวาดลวดลายในเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กับ เชลซี ฤดูกาลหน้า ด้วยค่าตัวที่ว่ากันว่าอยู่ที่ราว 45 ล้านยูโร (ประมาณ 1,530 ล้านบาท) ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่า นี่คือการเสริมทัพที่โดนใจบรรดาสาวก “สิงห์บลูส์” ไม่น้อย หลังจากที่ไม่ได้ใครเลยในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา และนี่คือ 5 สถิติสุดน่าทึ่งของ ดาวเตะวัย 26 ปี ที่พร้อมเข้ามาช่วยยกระดับเกมรุกของ เชลซี (ข้อมูลจาก Opta)
– นับตั้งแต่ลงเล่นในศึก เอเรดิวิซี่ ฮอลแลนด์ เป็นนัดแรก เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2012 จนถึงปัจจุบัน (เจ้าตัวเริ่มต้นกับ ฮีเรนวีน ก่อนย้ายไป ทเวนเต้ ในปี 2014 และล่าสุดอยู่กับ อาแจ็กซ์ ตั้งแต่ปี 2016) ซิเยค มีส่วนร่วมกับการทำประตูโดยตรงถึง 166 ลูก (79 ประตู กับ 87 แอสซิสต์) ซึ่งมากกว่าทุกคนในลีกอย่างน้อย 36 ลูกเลยทีเดียว (อันดับสองคือ ลุค เด ยอง 130 ลูก)
– ตลอด 6 ฤดูกาลหลังสุดในศึก เอเรดิวิซี่ เขาทำแอสซิสต์ระดับ 10+ ครั้งทุกซีซั่น ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวไม่มีผู้เล่นคนไหนทำแบบนี้ได้มากกว่า 2 ซีซั่นด้วยซ้ำ
– นับตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับ อาแจ็กซ์ เมื่อฤดูกาล 2016/17 ซิเยค ครองสถิติสูงสุดในลีกทั้งในด้านแอสซิสต์ (51 ครั้ง), พยายามยิง (528 ครั้ง), สร้างโอกาส (421 ครั้ง) และเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งสำเร็จ (288 ครั้ง)
– ถ้านับเฉพาะตอนอยู่กับ อาแจ็กซ์ (ตั้งแต่ซีซั่น 2016/17) ซิเยค มีส่วนร่วมกับการทำประตูในลีกไปแล้วถึง 89 ลูก (38 ประตู กับ 51 แอสซิสต์) ซึ่งก็มากกว่าทุกคนในลีกในระยะช่วงดังกล่าว โดยอันดับสองคือ สตีเฟ่น แบร์กเฮ้าส์ ของ เฟเยนูร์ด ร็อตเตอร์ดัม (82 ลูก)
– ตลอด 2 ฤดูกาลหลังสุดในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซิเยค สร้างโอกาสได้มากถึง 39 ครั้ง (เท่ากับ คริสเตียน อีริคเซ่น) ซึ่งเท่ากับว่ามีแค่ โทนี่ โครส (เรอัล มาดริด, 51 ครั้ง), ดูซาน ทาดิช (เพื่้อนร่วมทีม อาแจ็กซ์ 47 ครั้ง) และ ลิโอเนล เมสซี่ (บาร์เซโลน่า, 41 ครั้ง) เท่านั้น ที่ทำได้มากกว่าเขา

โปเช็ตติโน่ ยืนหนึ่งคุมผีต่อจาก โซลชา

ร้านพูลเมืองผู้ดี ปรับราคาผู้จัดการทีมคนใหม่ของ แมนฯ ยูไนเต็ด หลังอนาคตของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ไม่แน่นอน แถมมีคนอื่นพร้อมเข้ามาเสียบด้วย
บริษัทรับพนันที่ถูกกฎหมายแทบทุกแห่งในประเทศอังกฤษ พร้อมใจกันหั่นราคาที่ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ อดีตผู้จัดการทีม ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ จะเข้ามาเป็นกุนซือคนใหม่ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังเจ้าตัวยืนยันแล้วว่า อยากกลับมาทำงานในศึก พรีเมียร์ลีก อย่างมาก
กุนซือวัย 47 ปี กำลังว่างงาน หลังโดน สเปอร์ส ไล่ออกเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา และหลังจากนั้นก็มีข่าวพัวพันกับ “ปีศาจแดง” มาตลอด ขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็มีข่าวจะปลด โอเล่ กุนนาร์ โซลชา หลังจบฤดูกาล หากไม่สามารถพาทีมติดอยู่ใน 6 อันดับแรกของตารางคะแนน
ล่าสุด สกาย เบต ร้านพูลดังของเมืองผู้ดี หั่นราคาที่ โปเช็ตติโน่ จะมาเป็นกุนซือคนใหม่ แมนฯ ยูไนเต็ด จาก 1/1 (แทง 1 จ่าย 1 ไม่รวมทุน) ลงมาเหลือแค่ 2/5 (แทง 5 จ่าย 2 ไม่รวมทุน) แล้ว ขณะที่ มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี อดีตเทรนเนอร์ ยูเวนตุส ตามมาเป็นเต็ง 2 ที่ราคา 5/1 (แทง 1 จ่าย 5 ไม่รวมทุน)

อัตราต่อรองกุนซือใหม่ แมนฯ ยูไนเต็ด ของ สกาย เบต

1. เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ 2/5 (แทง 5 จ่าย 2 ไม่รวมทุน)
2. มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี 5/1
3.โลร็องต์ บล็องก์ 14/1
4. เบรนแดน ร็อดเจอร์ส 16/1
5. ราล์ฟ รังนิก, ราฟา เบนิเตซ 18/1
7. คริส ไวล์เดอร์ 20/1
8. แกเร็ธ เซาธ์เกต 22/1

ลุ้น คล็อปป์ ดึง คูตินโญ่ กลับหงษ์

ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาชื่อของ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ กลับมาเป็นข่าวเชื่อมโยงกับ ลิเวอร์พูล อีกครั้ง หลังมีกระแสข่าวว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันพร้อมอ้าแขนต้อนรับมิดฟิลด์ชาวบราซิลกลับมา
สืบเนื่องจาก บาเยิร์น มิวนิค ไม่ต้องการจะเซ็นสัญญาถาวรกับ คูตินโญ่ จึงทำให้เจ้าตัวอาจต้องกลับไปเล่นในถิ่นคัมป์ นูอีกครั้ง แม้ว่าที่ผ่านมาจะทำผลงานได้ไม่น่าประทับใจก็ตาม อย่างไรก็ตาม ทาง เจ้าบุญทุ่ม เองก็ไม่ได้เต็มใจที่จะเก็บตัวนักเตะไว้ใช้งานต่อไปและพยายามที่จะขายออกจากทีมก่อนเริ่มซีซั่น 2020/2021 โดยพร้อมลดค่าตัวเหลือ 77 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,926 ล้านบาท) น้อยกว่าที่ ลิเวอร์พูล เคยปล่อยออกไปที่ 105 ล้านปอนด์ (ราว 3,990 ล้านบาท)

นี่คือ 3 เหตุผลว่าทำไมการดึง คูตินโญ่ กลับมาจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจของ ลิเวอร์พูล

-เติมช่องว่างที่ขาดไป
ปัจจุบัน ลิเวอร์พูล กำลังมีช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมอย่างไม่ต้องสงสัย หลังจากโชว์ฟอร์มร้อนแรงด้วยการนำจ่าฝูงโด่งในพรีเมียร์ลีกพร้อมรักษาสถิติไร้พ่ายหลังผ่าน 25 นัดจ่อคว้าแชมป์ลีกเต็มที
อย่างไรก็ตามทีมชุดนี้ยังมีจุดอ่อนคือการขาดนักเตะตัวสร้างสรรค์เกมธรรมชาติในแดนกลางซึ่ง “หงส์แดง” ขาดหายไปตั้งแต่ขาย คูตินโญ่ ออกไปเมื่อสองปีก่อน โดยแข้งอย่าง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ฟาบินโญ่, จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม และ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน แม้พวกเขาจะทำผลงานได้ดีแต่สิ่งที่ขาดหายไปคือการทำแอสซิสต์ ซึ่งจาก 4 คนดังกล่าวทำแอสซิสต์ให้เพื่อนรวมกันเพียง 5 ครั้งเท่านั้น โดย 4 ครั้งเป็น เฮนเดอร์สัน และอีก 1 ครั้งจาก ฟาบินโญ่
แต่ถึงกระนั้นสามประสานแนวรุกอย่าง ซาดิโอ มาเน่, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ต่างช่วยกันผลิตสกอร์ได้เป็นกอบเป็นกำ และจะเห็นได้ว่าการสร้างโอกาสส่วนใหญ่ล้วนมาจากการขึ้นเกมของแบ็กสองฝั่งทั้ง เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ และ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ที่ทำแอสซิสต์รวมกันไปถึง 16 ครั้ง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของทีมชุดนี้เลย
นอกจากนี้การมี คูตินโญ่ จะทำให้ทีมมีทีเด็ดจากลูกสับไกลนอกกรอบที่เคยทำให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งก่อนที่เจ้าตัวจะย้ายออกไปเขาฝากผลงานไว้ที่ 7 ประตูกับ 6 แอสซิสต์จาก 14 เกมในฤดูกาล 2017-18 นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการดึง คูตี้ กลับมาจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย

-ไม่ต้องใช้เวลาปรับตัวมาก
เมื่อไหร่ที่ คล็อปป์ เซ็นสัญญากับแข้งใหม่โดยเฉพาะในตำแหน่งกองกลางพวกเขาเหล่านั้นต้องใช้เวลาปรับตัวพอสมควรในการเข้ากับระบบทีมไม่ว่าจะเป็น ฟาบินโญ่ ที่ต้องใช้เวลาปรับตัวอยู่หลายเดือนกว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักได้ รวมถึง นาบี้ เกอิต้า ซึ่งไม่สามารถเรียกฟอน์มเก่งเหมือนสมัยอยู่กับ แอร์เบ ไลป์ซิก ได้
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ คูตินโญ่ จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เหมาะสมเนื่องจากเคยอยู่กับทีมมาแล้วทำให้อาจไม่ต้องใช้เวลาปรับตัวให้มากนักในการช่วยทีมเดินหน้าประสบความสำเร็จรายการต่างๆต่อไป ซึ่งคุ้มค่าที่จะเสี่ยงกว่าในรายของ ไค ฮาแวร์ตซ์ มิดฟิลด์ดาวรุ่งจาก ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ที่มีข่าวว่า คล็อปป์ ล็อกเป้าเอาไว้ซึ่งค่าตัวอาจพุ่งทะลุ 100 ล้านยูโรเลยทีเดียว

-“เดอะ ค็อป” พร้อมให้โอกาส
คูตินโญ่ เคยเป็นขวัญใจของสาวก “เดอะ ค็อป” โดยเคยได้รับเสียงโหวตจากแฟนๆและเพื่อนร่วมทีมให้เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมของทีมประจำฤดูกาล 2014-15 และ 2015-15 แต่หลังจากเจ้าตัวออกอาการงอแงอยากย้ายทีมเมื่อเดือนมกราคม ปี 2018 ก็ทำให้แฟนบอลหลายคนเกลียดเขาไปเลย
อย่างไรก็ตามจากผลโหวตที่ ลิเวอร์พูล เอคโค่ สื่อดังของอังกฤษ จัดทำแบบสำรวจแฟนบอลว่าต้องการให้ดึง คูตินโญ่ กลับมาเล่นในถิ่น แอนฟิลด์ อีกรอบหรือไม่เมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีแฟนบอลกว่า 30,000 คนมาแสดงความเห็นโดยผลออกมาว่า 66 เปอร์เซ็นต์ต้องการให้ ลิเวอร์พูล ดึง คูตินโญ่ กลับมาเพื่อร่วมประสานงานแนวรุกกับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ อีกครั้ง
ขณะที่ 22 เปอร์เซ็นต์ คัดค้านการดึง คูตี้ กลับมา เพราะยังคงเจ็บปวดกับแนวทางปฎิบัติตอนที่นักเตะต้องการอำลา “หงส์แดง” ไปอยู่กับ บาร์ซ่า ส่วนอีก 12 เปอร์เซ็นต์เลือกข้อสุดท้ายคือ ไม่สนใจว่าจะเป็นอย่างไร

คาสคาริโน่ แนะ แมนยูควรดึง แรมซี่ย์ ร่วมทัพ

โทนี่ คาสคาริโน่ อดีตดาวยิงชื่อดัง แนะนำทางสว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ควรทาบทาม อารอน แรมซี่ย์ มิดฟิลด์มาจาก ยูเวนตุส หลังนักเตะน่าจะหมดอนาคตกับ “ม้าลาย” เชื่อ แข้งเลือดเวสต์ มีศักยภาพเหมาะกับทัพ “ผีแดง”
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ น่าจะดึง อารอน แรมซี่ย์ กองกลางทีมชาติเวลส์มาร่วมทีม หลังมีรายงานว่านักเตะหมดอนาคตกับ “ม้าลาย” ยูเวนตุส จากการเปิดเผยว่า โทนี่ คาสคาริโน่ ตำนานกองหน้าทีมชาติไอร์แลนด์ แนะนำ
แรมซี่ย์ ย้ายจาก อาร์เซ่อล มาเล่นกับ ยูเว่ แบบไม่มีค่าตัวเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ด้วยสัญญา 4 ปี อย่างไรก็ตามนักเตะไม่สามารถงัดฟอร์มเก่งเหมือนที่เคยเล่นให้ “เดอะ กันเนอร์ส” ได้เลย ด้วยเหตุนี้จึงมีรายงานออกมาเป็นระลอกว่าต้นสังกัดต้องการขายทิ้งหลังจบฤดูกาลนี้
คาสคาริโน่ ซึ่งเคยโด่งดังสุดขีดสมัยเล่นให้ เชลซี และแอสตัน วิลล่า เชื่อว่า แรมซี่ย์ น่าจะเหมาะกับการเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด และค่าตัวคงประมาณ 20 ล้านปอนด์ (ราว 760 ล้านบาท) เท่านั้น “แรมซี่ย์ น่าจะเหมาะสมลงตัวกับ ยูไนเต็ด, แรมซี่ย์ เล่นกับ ยูเวนตุส ในเกมแพ้ เวโรน่า เมื่อวันเสาร์ แต่นี่เป็นแค่ฤดูกาลแรกของเขาในอิตลี และก็ลงเล่นแต่ตัวสำรอง เขาไม่ได้มีผลอะไรกับเกมเลย”
“ผมมองว่า อดีตนักเตะอาร์เซน่อล ควรกลับมาเล่นในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลหน้า มีรายงานเกี่ยวข้องระหว่างเขากับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งมันมีเหตุมีผลเพราะเขาเป็นนักเตะในแบบที่พวกเขาต้องการ เขาเป็นมิดฟิลด์ที่พิสูจน์แล้วว่ามีทีเด็ดในการยิงประตู และมีประสบการณ์ในพรีเมียร์ลีกเยอะมาก ผมมองดูแล้วว่าเขามีค่าตัวไม่สูงมากนัก สำหรับ ยูเวนตุส มีความเป็นได้ที่ต้องการเงินแค่ 20 ล้านปอนด์เท่านั้น” คาสคาริโน่ ระบุ

เลือกใครดีระหว่าง ซาลาห์ หรือ เอ็มบั๊ปเป้ และ ซานโช่

ช่วงที่ผ่านมากระแสข่าวลือระหว่าง ลิเวอร์พูล ยอดสโมสรแห่งวงการ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กับทั้ง เจดอน ซานโช่ ปีกคนเก่งของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ดาวยิง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง มันรุนแรงขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่หลายคนมองว่าการที่ “หงส์แดง” ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมจนเหมือนกำลังเข้าสู่ยุคยิ่งใหญ่ และมีเงินให้ใช้ช็อปได้อย่างสบายใจจากการเซ็นสัญญากับ ไนกี้ อาจจะทำให้พวกเขาได้ใครคนใดคนหนึ่งมาครอง
แน่นอน ไม่มีใครปฏิเสธว่าในตอนนี้ ซานโช่ และ เอ็มบั๊ปเป้ ต่างก็ได้รับการยกย่องให้อยู่ในกลุ่มนักเตะชั้นยอดของยุคนี้แล้ว แม้ว่าทั้งคู่จะเพิ่งมีอายุเพียง 19 ปี กับ 21 ปี ตามลำดับก็ตาม ซึ่งหลายคนก็คาดกันว่าทั้งคู่จะก้าวขึ้นไปเป็นสตาร์ดังของโลกลูกหนังในอีกหลายปีต่อจากนี้ได้ ต่อให้อาจจะไม่ถึงระดับเดียวกับ ลิโอเนล เมสซี่ และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ 2 ยอดซูเปอร์สตาร์ของยุคนี้ก็ตาม
ถึงกระนั้น ถ้าเกิด ซานโช่ หรือ เอ็มบั๊ปเป้ มาอยู่กับ ลิเวอร์พูล มันก็ต้องมีผู้เสียสละ เพราะนักเตะระดับพวกเขาคงไม่มีทางยอมมาเป็นตัวสำรองแน่ๆ ซึ่งมันก็ทำให้หลายคนตั้งประเด็นกันว่าใน 3 แนวรุกชุดปัจจุบันของ ลิเวอร์พูล ใครที่อาจจะต้องโดนปล่อยออกไปเพื่อเป็นการเปิดทางให้ ซานโช่ หรือ เอ็มบั๊ปเป้
ทั้งนี้ มีคนในวงการฟุตบอลหลายคน อย่างเช่น ชาร์ลี อดัม อดีตกองกลาง ลิเวอร์พูล และ ดาร์เรน เบนท์ อดีตหัวหอกชาวอังกฤษ ที่มองว่า โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ควรจะต้องเป็นเหยื่อเพื่อเปิดทางให้ ซานโช่ หรือ เอ็มบั๊ปเป้ ได้เข้ามาอยู่กับ ลิเวอร์พูล เพราะถึงแม้เขาจะทำผลงานได้ยอดเยี่ยม แต่หลายคนก็คิดว่าเขามีความสำคัญกับทีมน้อยกว่าเมื่อไปเปรียบเทียบกับ ซาดิโอ มาเน่ หรือ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ คำถามคือ ซาลาห์ มีความสำคัญน้อยที่สุดจริงๆ หรือไม่ และการเสียเขาไปเพื่อแลกกับคนใดคนหนึ่งระหว่าง ซานโช่ กับ เอ็มบั๊ปเป้ มันจะคุ้มค่าจริงๆ รึเปล่า ?

– ความสำคัญของ ซาลาห์ ต่อแนวรุกของ ลิเวอร์พูล
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าไม่ว่าจะยังไงก็ตาม ฟีร์มีโน่ ก็คือคนที่มีโอกาสโดน เจอร์เก้น คล็อปป์ ปล่อยตัวออกจากทีมน้อยที่สุด เพราะเขาคือคนเดียวในขุมกำลังชุดปัจจุบันที่สามารถเล่นเป็นกองหน้าตัวสนับสนุนเพื่อนร่วมทีมได้ จริงอยู่ว่าผลงานการทำไป 10 ประตู จากการลงเล่น 36 นัดในทุกรายการ จะเป็นตัวเลขที่ต่ำสำหรับนักเตะในตำแหน่งกองหน้า แต่หน้าที่หลักของ ฟีร์มีโน่ ไม่ใช่การทำประตู เพราะมันคือการเป็นตัวเชื่อมเกมหรือหาทางช่วยเหลือ มาเน่ และ ซาลาห์ ที่ยืนเป็นปีกทั้งสองข้าง
ในฤดูกาลนี้ ฟีร์มีโน่ ทำแอสซิสต์จากการลงเล่นในทุกรายการไปแล้ว 12 ลูก ซึ่งถือว่าสูงพอตัวสำหรับคนที่เป็นกองหน้า และตัวเลขดังกล่าวคือหลักฐานที่ยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า ฟีร์มีโน่ สามารถรับบทบาทตัวสนับสนุนได้ดีมากๆ รวมถึงเป็นฟันเฟืองหลักในแนวรุกของทีม และอาจจะเป็นฟันเฟืองที่สำคัญที่สุดก็ว่าได้
ทีนี้ก็จะมาเหลือการดวลกันแค่ระหว่าง ซาลาห์ กับ มาเน่ ทั้งสองคนมีผลงานการทำประตูที่สูสีกันมาตั้งแต่ฤดูกาลก่อนแล้ว โดยซีซั่นก่อนพวกเขาก็เป็นดาวซัลโวสูงสุดของ พรีเมียร์ลีก ร่วมกับ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง ส่วนซีซั่นนี้ ซาลาห์ ทำไปแล้ว 18 ประตู จากการลงเล่น 33 นัดในทุกรายการ ขณะที่ มาเน่ ก็ตามมาติดๆ ด้วยผลงาน 15 ลูกจากการลงเล่นในทุกรายการ 31 เกม
ปัจจัยที่ทำให้หลายคนมักจะบอกว่า มาเน่ มีความสำคัญมากกว่า ซาลาห์ ก็คือการที่ มาเน่ เป็นคนไม่เห็นแก่ตัว เปรียบเทียบคร่าวๆ ก็คือดาวเตะชาวเซเนกัลจะพยายามมองก่อนว่ามีเพื่อนร่วมทีมที่อยู่ในตำแหน่งดีกว่าตัวเองในจังหวะที่ป้วนเปี้ยนแถวกรอบเขตโทษรึเปล่า ขณะที่ ซาลาห์ มักจะเน้นยิงเองเป็นหลักมากกว่า
ประเด็นดังกล่าวถือว่ามีความจริงในระดับหนึ่ง เพราะถึงแม้ฤดูกาลนี้พวกเขาจะทำแอสซิสต์ในลีกได้ 6 ครั้งเท่ากัน แต่ มาเน่ มีจังหวะพยายามผ่านบอลให้เพื่อนร่วมทีมในเกมลีกทั้งหมด 676 ครั้ง ขณะที่ของ ซาลาห์ อยู่ที่ 602 ครั้ง คิดเป็นค่าเฉลี่ยแล้วของ มาเน่ อยู่ที่ 30.7 ครั้งต่อเกม ส่วนของ ซาลาห์ อยู่ที่ 27.4 ครั้งต่อนัด
นอกจากนี้ มาเน่ ก็ยังผ่านบอลได้แม่นยำกว่าด้วย หลังจากมีเปอร์เซ็นต์ผ่านบอลในลีกเข้าเป้า 81.4 เปอร์เซ็นต์ ส่วนของ ซาลาห์ อยู่ที่ 77.2 เปอร์เซ็นต์

– ปล่อยตัวเพื่อให้ได้ เอ็มบั๊ปเป้ แล้วคุ้มจริงหรือ ?
เอ็มบั๊ปเป้ คือกองหน้าตัวเป้าชั้นยอดแห่งยุค การแจ้งเกิดได้ของเขาทำให้ดาวเตะชาวฝรั่งเศสกลายเป็นคนที่ได้รับความสนใจมากพอๆ กับ เนย์มาร์ หรืออาจจะเยอะกว่าซะด้วยซ้ำ และผลงานการทำประตูของเขาก็ยอดเยี่ยมสุดๆ จนถึงขนาดที่ซีซั่นนี้มีค่าเฉลี่ยการทำประตูในลีก 0.8 ลูกต่อนัด
อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งของ เอ็มบั๊ปเป้ ถือว่าแตกต่างกับ ซาลาห์ ที่เป็นปีกอย่างสิ้นเชิง ถ้าเปรียบเทียบไปแล้วตำแหน่งของดาวเตะชาวฝรั่งเศสมันจะทับกับ ฟีร์มีโน่ มากกว่า จริงอยู่ว่า เอ็มบั๊ปเป้ สามารถยืนเป็นปีกได้ แต่มันไม่ใช่ตำแหน่งที่เขาจะโชว์ศักยภาพที่ดีที่สุดออกมาได้ อย่างซีซั่นนี้เจ้าตัวก็ทำประตูในลีกได้เพียง 5 ลูก จากการลงเล่นเป็นปีก 8 นัด
ถ้าเกิด เอ็มบั๊ปเป้ ย้ายมาอยู่กับ ลิเวอร์พูล มันก็หมายความว่า ฟีร์มีโน่ ก็อาจจะต้องหลุดจากการเป็นกองหน้าตัวเป้าจอมสนับสนุนเพื่อน ขณะที่ตำแหน่งปีกขวาที่เดิมเป็นของ ซาลาห์ ก็อาจจะต้องเปลี่ยนมาเป็น ทาคูมิ มินามิโนะ หรือไม่ก็ต้องใช้ ดิว็อค โอริกี้ ซึ่งมันจะส่งผลกับสไตล์การเล่นของ ลิเวอร์พูล อย่างมาก และไม่มีอะไรรับประกันว่า ลิเวอร์พูล จะยังทำผลงานได้ดีเหมือนเดิม

– ปล่อยตัวเพื่อให้ได้ ซานโช่ แล้วคุ้มจริงหรือ ?
ซานโช่ มีผลงานที่เหมาะกับการเป็นปีกชั้นยอด การลงเล่นในลีกประจำฤดูกาลนี้นั้น เขามีค่าเฉลี่ยการเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่ง 2.9 ครั้งต่อเกม, มีจังหวะผ่านบอลรวม 945 ครั้ง, มีจังหวะผ่านบอลจังหวะสำคัญ 2.3 ครั้งต่อนัด, เสียบอล 1.1 ครั้งต่อเกม ซึ่งทั้งหมดก็ดีกว่าของ ซาลาห์ โดยนอกจาก ซาลาห์ จะมีจำนวนครั้งการผ่านบอลน้อยกว่า ซานโช่ (ซาลาห์ มีจังหวะผ่านบอลในลีกรวม 602 ครั้ง ตามที่กล่าวในเบื้องต้น) แล้วนั้น ดาวเตะชาวอียิปต์ยังมีค่าเฉลี่ยการเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่ง 1.5 ครั้งต่อเกม, มีจังหวะผ่านบอลสำคัญ 1.9 ครั้งต่อนัด และเสียบอล 2.2 ครั้งต่อเกม
นอกจากนี้ ซานโช่ ยังมีผลงานการทำประตูที่น่าประทับใจด้วย หลังจากฤดูกาลนี้เขาทำประตูไปแล้ว 15 ลูก จากการลงเล่น 28 นัดในทุกรายการ น้อยกว่า ซาลาห์ เพียงแค่ 3 ประตูเท่านั้น
ข้อด้อยเพียงอย่างเดียวในกรณีที่จะขาย ซาลาห์ เพื่อเอา ซานโช่ มาร่วมทีมแทน ก็คือการที่ต้องให้ ซานโช่ มาปรับตัวเข้ากับทีมให้ได้ ซึ่งถ้าเกิดมันก้าวข้ามอุปสรรคนี้ไปได้แล้วล่ะก็ ซานโช่ ก็น่าจะทำให้ ลิเวอร์พูล ยังโหดเหมือนตอนมี ซาลาห์ อยู่ในทีม หรืออาจจะเก่งกว่าเดิมได้ด้วยซ้ำ

สรุป : ซานโช่ ถือเป็นตัวเลือกที่น่าจะทำให้การสังเวย ซาลาห์ เป็นการเสียสละที่คุ้มค่าได้ ในทางตรงกันข้าม เอ็มบั๊ปเป้ ดูจะเป็นดีลที่เสี่ยงเกินไปหน่อยถ้าจะเข้ามาอยู่กับทีมแบบสวนทางกับดาวเตะทีมชาติอียิปต์ อย่างไรก็ตาม การเก็บ ซาลาห์ เอาไว้กับทีมต่อไป ก็ไม่ใช่ทางเลือกที่แย่เหมือนกัน เมื่อพิจารณาถึงเรื่องที่ว่าผลงานของเขาก็ใกล้เคียงกับ ซานโช่ แถมยังไม่ต้องมาเสียเวลาปรับตัวด้วย

ลูคัส ชม ฟีร์มีโน่ ก้าวข้าวตัวเองได้แน่นอน

ลูคัส เลว่า มั่นใจสถิติที่ตัวเองทำไว้กับ ลิเวอร์พูล จะโดน โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ทำลายแน่ พร้อมย้อนความหลังถึงตอนมาเล่นให้ “หงส์แดง” ใหม่ๆ ต้องเจอเรื่องยากลำบากขนาดไหน
ลูคัส เลว่า อดีตกองกลาง ลิเวอร์พูล ที่เวลานี้ย้ายไปเล่นให้ ลาซิโอ ในศึก กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี มั่นใจว่า โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ จะทำลายสถิติเป็นนักเตะชาวบราซิลที่ลงเล่นให้ “หงส์แดง” ใน พรีเมียร์ลีก มากสุดของตัวเองได้อย่างแน่นอน โดยอยู่ที่แค่ว่า จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่เท่านั้น
เลว่า ลงเล่นให้ ลิเวอร์พูล ในลีกไปทั้งหมด 247 นัด หลังจากค้าแข้งที่แอนฟิลด์ ระหว่างปี 2007-2017 ขณะที่ ฟีร์มีโน่ เล่นให้ “หงส์แดง” ไปแล้ว 162 เกม นับตั้งแต่ย้ายมาจาก ฮอฟเฟ่นไฮม์ เมื่อปี 2015
เลว่า เผยผ่าน ดาโซน ว่า “ฟีร์มีโน่ จะทำลายสถิติของผมไปได้แบบง่ายๆ เนื่องจากเขากำลังเล่นมากกว่า 50 เกมใน 1 ปี ผมมีความสุขกับมัน เพราะเขาเป็นชายหนุ่มที่ยอดเยี่ยมอย่างไม่น่าเชื่อ”
พร้อมกันนี้ เลว่า ยังเผยถึงความยากลำบากตอนย้ายจาก เกรมิโอ มาเล่นให้ ลิเวอร์พูล เมื่อปี 2007 ว่า “มันยากมากๆ ตอนเริ่มต้น ผมปรับตัวได้ช้า แต่โชคดีที่มีนักเตะชาวสเปนหลายคนเล่นให้ ลิเวอร์พูล ในเวลานั้น ขณะที่กุนซือ ราฟา เบนิเตซ ก็เป็นคนสเปนเช่นกัน”
“ดังนั้น ด้วยลักษณะของชาวละตินจึงช่วยผมได้มาก เพราะตอนนั้นผมยังพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ปีแรกและปีที่สองของผมยากมากๆ ตอนนั้นผมเคยคิดว่า มันคงไม่ได้ผล แต่หลายอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ ผมเริ่มทำได้ดีหลายอย่าง ผมปรับตัวได้ หลังเรียนรู้ภาษามันก็จะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นไม่ใช่แค่ในสโมสรเท่านั้น แต่ยังรวมถึงในเมืองด้วย” มิดฟิลด์แซมบ้า ทิ้งท้าย

หงษ์แดงจับ ฟาน ไดค์ และ อลีสซง เซ็นสัญญาต่อ

สาวก “เดอะ ค็อป” เนื้อเต้นกระดี๊กระด๊าหลังสือผู้ดีตีข่าว ลิเวอร์พูล ตั้งเป้าเตรียมจับ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ และ อลีสซง เบ็คเกอร์ ขยายสัญญาระยะยาวอยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรในถิ่นแอนฟิลด์ โดยงานนี้ทั้งสองคนก็พร้อมที่จะฝากอนาคตให้กับ “หงส์แดง” เช่นกัน
ลิเวอร์พูล สโมสรขวัญใจมหาชนแห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ตั้งเป้าหมายสำคัญในการพยายามที่จะขยายสัญญาระยะยาวกับ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ เซนเตอร์แบ็กชาวดัตช์ และ อลีสซง เบ็คเกอร์ ผู้รักษาประตูมือ 1 จากการเปิดเผย อินดิเพนเดนท์ สื่อดังในเมืองผู้ดี
ฟาน ไดค์ และ อลีสซง ซึ่ง “หงส์แดง” เซ็นสัญญามาร่วมทีมด้วยค่าตัว 75 ล้านปอนด์ (ราว 2,850 ล้านบาท) และ 65 ล้านปอนด์ (ราว 2,470 ล้านบาท) ตามลำดับ เมื่อปี 2018 โดยทั้งสองคนเป็นกำลังสำคัญในการนำสโมสรครองแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา และรั้งตำแหน่งจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกในซีซั่นนี้
ด้วยเหตุผนี้สื่อผู้ดี รายงานว่า ลิเวอร์พูล มีเป้าหมายแรกนั่นก็คือการจับ ฟาน ไดค์ และนายทวารชาวบราซิเลียน ขยายสัญญาระยะยาว ขณะเดียวกันมีความเป็นได้สูงว่า นักเตะทั้งสองคนก็ต้องการที่จะฝากอนาคตเอาไว้ในถิ่นแอนฟิลด์ เช่นเดียวกัน
ก่อนหน้านี้ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน และ โจ โกเมซ ก็เพิ่งขยายสัญญาฉบับใหม่ไปเรียบร้อยแล้ว โดยงานนี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมัน ต้องการเก็บแนวรับเหล่านี้เอาไว้ เพราะทำผลงานสุดยอดช่วยทีมเสียแค่ 15 ประตูจากการเล่น 25 แมตช์ในลีก
ทั้งนี้เกมรับที่เหนียวแน่นเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำ ลิเวอร์พูล ทำผลงานได้อย่างแข็งแกร่ง โดยตอนนี้พวกเขามีแต้มทิ้งห่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 22 คะแนน และต้องการชัยชนะอีก 6 เกมจาก 13 แมตช์ที่เหลืออยู่ ก็เพียงพอที่จะคว้าแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดี สมัยแรกในรอบ 30 ปี

ลินการ์ด เตรียมอำลาปีศาจแดง

สื่อดังปูด เจสซี่ ลินการ์ด มิดฟิลด์จอมพลิ้ว แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เล็งที่จะอำลาทีมหลังจบซีซั่นนี้ เผยมีสองสโมสรใหญ่เล็งดึงร่วมก๊วน
เจสซี่ ลินการ์ด กองกลางเลือดผู้ดีของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กำลังพิจารณาที่จะอำลาถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ช่วงซัมเมอร์นี้ ตามรายงานจาก อีเอสพีเอ็น สื่อกีฬาชั้นนำระดับโลก เมื่อวันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา
ฤดูกาลนี้ ลินการ์ด ลงเล่นให้ “ปีศาจแดง” รวมทุกรายการ 32 นัด ทำได้ 2 ประตู แต่ก็ถูกแฟนบอลวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับฟอร์มการเล่นที่น่าผิดหวัง และล่าสุด อีเอสพีเอ็น อ้างว่า เวลานี้ ดาวเตะวัย 27 ปี กำลังพิจารณาถึงทางเลือกต่างๆ ของตัวเอง
เชื่อกันว่า อาแอส โรม่า และ แอตเลติโก มาดริด กำลังจับตาดูสถานการณ์ของ ลินการ์ด อย่างใกล้ชิด ขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็อาจจะเลือกทำเงินจากการขายตัวนักเตะทิ้งในช่วงซัมเมอร์นี้ โดยปัจจุบัน ลินการ์ด เหลือสัญญาค้าแข้งในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ปีครึ่ง
ทั้งนี้ ลินการ์ด ลงเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ไปแล้วทั้งสิ้น 199 นัด ทำได้ 31 ประตู นับตั้งแต่ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่เมื่อปี 2011