22/10/2019 07:09 AM
|
ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ sbobet-online เรารับพนันกีฬาเอเชี่ยนแฮนดีแคพ และ คาสิโนออนไลน์แบบ ไลฟ์ดีลเลอร์
Highlights

ประกาศประชาสัมพันธ์จากทาง Sbobet-online.co
กรุณาอ่านก่อนโอนเงินทุกครั้ง >> คลิกอ่านที่นี่ <<

ท่านสามารถสมัครสมาชิกผ่านคอลเซ็นเตอร์ได้ที่เบอร์
092-267-0022 , 092-267-0044 , 092-267-0066, 092-267-0088
หรือ
สมัครสมาชิกผ่านระบบออนไลน์ที่นี่

แฟนหงษ์ คาใจ แอ็ตกินสันไม่เป่าฟาวล์

หลังจากเกิดข้อถกเถียงว่าทำไม วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ปราการหลัง แมนฯ ยูไนเต็ด ถึงไม่โดนจับฟาวล์จากชอตที่เหมือนจะอัด ดิว็อค โอริกี้ ดาวเตะ ลิเวอร์พูล ก่อนจะนำไปสู่การได้ประตูของ “ปีศาจแดง” แล้วนั้น ล่าสุดองค์กรผู้ตัดสินแมตช์เกมอาชีพ ก็ออกมาอธิบายว่ามันเป็นเพราะ มาร์ติน แอ็ตกินสัน มองเห็นชอตดังกล่าวและคิดว่ามันไม่ควรเป็นการฟาวล์ตั้งแต่แรกแล้ว แถมทีมงาน วีเออาร์ ก็ไม่ได้มองว่า แอ็ตกินสัน เป่าพลาดแบบร้ายแรงด้วย
องค์กรผู้ตัดสินแมตช์เกมอาชีพ (พีจีเอ็มโอแอล) เปิดเผยว่าสาเหตุที่ วีเออาร์ ไม่ทำการตัดสินว่า วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ กองหลัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ควรจะเสียฟาวล์ในจังหวะที่เหมือนจะเล่นงาน ดิว็อค โอริกี้ ดาวเตะ ลิเวอร์พูล นั้น เป็นเพราะ มาร์ติน แอ็ตกินสัน กรรมการในสนามเห็นจังหวะดังกล่าว พร้อมกับมองว่ามันไม่ใช่จังหวะการทำฟาวล์ตั้งแต่แรก และทางทีมงาน วีเออาร์ ก็ไม่ได้คิดว่า แอ็ตกินสัน ตัดสินผิดพลาดแบบรุนแรงด้วย หลังจากจังหวะดังกล่าวเป็นประเด็นร้อนในเกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ “ปีศาจแดง” เปิดรัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เสมอกับ “หงส์แดง” 1-1 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม ที่ผ่านมา
ในเกมดังกล่าว แมนฯ ยูไนเต็ด ออกนำก่อนจากประตูของ มาร์คัส แรชฟอร์ด ในนาทีที่ 36 อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าที่จะถึงจังหวะนั้นมันมีชอตที่ ลินเดอเลิฟ เหมือนจะไปเล่นงาน โอริกี้ ตอนที่บอลอยู่ในฝั่งของเจ้าบ้าน โดยมันก็ทำให้หลายคนของฝั่ง ลิเวอร์พูล มองว่ากรรมการควรจะเป่าฟาวล์ในชอตนี้ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นมันก็จะส่งผลให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ได้ประตูนี้ไปโดยปริยาย ถึงกระนั้น แอ็ตกินสัน กลับไม่เป่าฟาวล์ และ วีเออาร์ ก็ไม่ได้แจ้งให้เชิ้ตดำในสนามเปลี่ยนคำตัดสินด้วย
ทั้งนี้ กฎระบุเอาไว้ว่า วีเออาร์ จะทำหน้าที่เป็นเหมือนเพียงผู้ช่วยเท่านั้น และจะเข้ามาแทรกแซงการตัดสินของกรรมการเฉพาะจังหวะที่ทีมงาน วีเออาร์ มองว่าเป็นความผิดพลาดขั้นร้ายแรง อย่างเช่นการที่กองหลังเข้าเสียบในฐานะแนวรับตัวสุดท้ายโดยที่ไม่โดนบอล แต่กรรมการไม่แจกใบแดง เป็นต้น ซึ่งพอ แอ็ตกินสัน บอกว่าเขาเห็นจังหวะนั้นแบบชัดเจน และมองว่า ลินเดอเลิฟ ไม่ได้ทำผิดหนักจนถึงขั้นควรจะเป็นการฟาวล์ตั้งแต่แรกแล้วนั้น ทางทีมงาน วีเออาร์ ก็พิจารณาคำตัดสินของเขาทันที และมองว่า แอ็ตกินสัน ไม่ได้ตัดสินพลาดมากพอที่จะกลับคำตัดสินได้
พีจีเอ็มโอแอล อธิบายว่า “ประการแรก กรรมการในสนามไม่คิดว่ามันเป็นการฟาวล์ ซึ่งทีมงาน วีเออาร์ ก็ได้ตรวจสอบแล้ว พร้อมกับตัดสินว่าการที่เขาไม่เป่าให้เป็นการฟาวล์มันไม่ใช่ความผิดพลาดในการทำหน้าที่อันร้ายแรงแต่อย่างใด”
“ประการที่สอง วีเออาร์ ไม่ใช่ระบบที่ทำการกลับคำตัดสิน (หมายถึง วีเออาร์ ไม่ได้มีอำนาจเปลี่ยนคำตัดสิน แค่เช็กว่ากรรมการผิดพลาดรึเปล่า แล้วค่อยแจ้งไปยังกรรมการในสนามเท่านั้น) มันมีการติดต่อมาทางเราก็จริง แต่ วีเออาร์ ก็คิดว่ามันไม่มีเหตุผลมากพอที่จะริบประตูในจังหวะนี้”
ในทางกลับกัน ถ้าเกิด แอ็ตกินสัน มองว่าเขาไม่เห็นจังหวะที่ ลินเดอเลิฟ เล่นงาน โอริกี้ แล้วล่ะก็ มันก็มีโอกาสที่ วีเออาร์ จะพิจารณาชอตดังกล่าว และถ้าพวกเขามองว่า ลินเดอเลิฟ ทำฟาวล์จริง มันก็มีโอกาสที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนคำตัดสิน และส่งผลให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ได้ประตูในท้ายที่สุด

มัทเธอุส เตือนบาเยิร์นอย่าดึง อีริคเซน เข้าทีม

โลธาร์ มัทเธอุส ตำนานลูกหนังทีมชาติเยอรมนี แนะนำสโมสรรักอย่าง บาเยิร์น มิวนิค ว่าจงเลิกคิดดึง คริสเตียน อีริคเซน ของ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ทีมจากศึก พรีเมียร์ลีก มาอยู่ด้วย เพราะจะไม่ช่วยให้ทีมแข็งแกร่งขึ้นได้เลยแม้แต่นิดเดียว
“จริง ๆ ผมเคยชอบ อีริคเซน มาก่อนนะ แต่ในปี 2019 คุณภาพของเขาตกลงไปมากจนน่าผิดหวังเลยล่ะ ฉะนั้นจึงอยากบอก บาเยิร์น ว่าอย่าลงทุนอะไรกับเด็กคนนี้เลย เพราะไม่ช่วยให้ทีมเราแข็งแกร่งขึ้นได้แม้สักนิดเดียว” ซูเปอร์แมน กล่าว
“ถ้านักฟุตบอลคนหนึ่งไม่ดีพอสำหรับทีมอย่าง สเปอร์ส แน่นอนว่าไม่มีทางดีพอสำหรับ บาเยิร์น ด้วยเช่นกัน โอเค เขาอาจจะมีเทคนิกสูงเป็นเลิศ เล่นในตำแหน่ง No.10 ได้ดี แต่ถึงกระนั้นก็ยังช้าเกินไป ขณะที่ โควัช ชอบใช้ผู้เล่นที่มีความเร็วสูงเป็นหลัก”
“ในเมื่อ อีริคเซน ไม่มีทางช่วยยกระดับทีมให้แข็งแกร่งขึ้นได้ ผมว่าเราควรเบนเข็มไปมองที่ ไค ฮาเวิร์ตซ์ แทนยังจะดูดีซะกว่า หรือไม่ก็ลงทุนกับ คูตินโญ เลยเพราะเป็นกลางรุกเหมือนกัน อย่าลืมนะว่าตัวเดิม ๆ อย่าง โธมัส มุลเลอร์ ก็ยังอยู่ แถมยังสามารถเล่นได้สารพัดตำแหน่งในแดนฝ่ายตรงข้ามอีกด้วย แค่พูดมาสามชื่อก็ภาษีดีกว่า อีริคเซน หมดแล้ว คิดเอาแล้วกัน”
“การย้ายมาบาเยิร์นดูไม่สมเหตุสมผลสำหรับผม มันจะเป็นอะไรที่น่าประหลาดใจมาก ๆ สำหรับผม เขาไม่ใช่นักเตะที่จะเข้ามาช่วยบาเยิร์น”
“ถ้าเขาไม่ดีพอสำหรับสเปอร์ส เขาก็ไม่ดีพอสำหรับบาเยิร์นด้วย อูลี เฮอเนสส์ เคยบอกไว้ว่า บาเยิร์นไม่ต้องการตัวสำรอง”
“อีริคเซนมีเทคนิคดี เป็นนักเตะแบบฉบับเบอร์ 10 แต่เขาเชื่องช้าเกินไป นิโก้ โควัช ชอบนักเตะที่มีความเร็ว”
“สำหรับผม อีริคเซนไม่ใช่นักเตะที่จะสร้างความแตกต่างในฟุตบอลระดับสูงสุด ดังนั้นทีมควรมีสมาธิกับการล่าตัว ไค ฮาแวร์ตซ์ ในซัมเมอร์หน้า และทีมยังมี ฟิลิปป์ คูตินโญ ในตำแหน่งเบอร์ 10 อยู่แล้ว”
“อย่าลืมมุลเลอร์ด้วย ที่สามารถเล่นได้ทุกตำแหน่งในเกมรุก และเขาไม่ควรยอมแพ้แค่นี้ ผมเชื่อแบบนั้น อีริคเซนดูไม่สมเหตุสมผลสำหรับผม”

ดราม่า ซาลาห์ มาเน่ เรื่องจริงหรือแค่ขำๆ

ซาดิโอ มาเน่ ดาวเตะฟอร์มฮอตของ ลิเวอร์พูล เผยครั้งแรกเกี่ยวกับประโยคแรกที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ พูดกับตนหลังเข้าไปอยู่ในห้องแต่งตัว เกมชนะ เบิร์นลี่ย์ นอกจากนี้ยังเผยเรื่องสุดขำที่เพื่อนร่วมทีมอำตนกับ “บังโม” อย่างเมามัน
ซาดิโอ มาเน่ ปีกจอมถล่มประตูของ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล เผยประโยคแรกที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ สตาร์ดังชาวอียิปต์ พูดกับตนตอนที่เจอหน้ากัน หลังเหตุดราม่าในเกมที่ต้นสังกัด ไล่ถล่ม เบิร์นลี่ย์ 3-0 เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
เหตุการณ์สุดระทึกที่เทิร์ฟ มัวร์ เกิดขึ้นในช่วงระหว่างที่ มาเน่ โดนเปลี่ยนตัวโดยตอนที่เขากำลังเดินมาที่ข้างสนามเจ้าตัวก็ระเบิดอารมณ์ไม่พอใจอย่างแรง แถมยังอารมณ์ค้างตอนที่เข้าไปนั่งอยู่ในซุ้มม้านั่งสำรอง จนทำให้เพื่อนร่วมทีมต้องเข้ามาปลอบใจกันยกใหญ่
แม้ช่วงที่ผ่านมาทั้ง มาเน่, เจอร์เก้น คล็อปป์ และเพื่อนร่วมทีมได้ออกมาเปิดเผยความจริงไปบ้างแล้วก็ตาม แต่ยังไม่เคยมีใครพูดถึงในช่วงเวลานั้นว่า “โม ซาลาห์” พูดอะไรกับ ดาวเตะทีมชาติเซเนกัล หลังจบแมตช์ดังกล่าว สำหรับเรื่องนี้ มาเน่ จะเป็นคนออกมาเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องแต่งตัว
อดีตดาวเตะ “นักบุญ” เซาธ์แฮมป์ตัน กล่าวกับ กานัล ปลุส สื่อดังในฝรั่งเศส ว่า “เขา (โม ซาลาห์) บอกกับผมว่า -ซาดิโอ ทำไมนายต้องโมโหด้วยละ ?- ผมตอบไปว่า -นายต้องให้บอลกับผมบ้างซิ โม- จากนั้นเขาก็พูดต่อไปว่า -ผมมองไม่เห็นนาย- นายก็รู้ว่าผมไม่เคยมีปัญหาอะไรกับนาย-”
“ผมรู้เรื่องนั้นแต่ปฏิกิริยาของเขามันทำให้ผมรู้สึกแปลกใจนิดหน่อย บางครั้งเรามีโอกาสได้พูดคุยกันทางโทรศัพท์ เราส่งข้อความหากันและกัน และเราไม่มีปัญหาอะไรกันแล้ว เราคุยกันตลอด และตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างก็เหมือนกับเมื่อก่อนแล้ว เราคุยกันตลอด และจากนั้นผู้จัดการทีมก็เรียกผมเข้าไปในออฟฟิศของเขา และเราก็คุยกันเรื่องนี้ ผมบอกเขาว่าทุกอย่างเคลียร์หมดแล้ว เขาก็ทั้งดีใจและแปลกใจด้วย”
นอกจากนี้ มาเน่ ยังเผยเกี่ยวกับบรรยากาศสุดผ่อนคลายภายในห้องแต่งตัวหลังเหตุการณ์ตึงเครียดเกิดขึ้นว่า “ทุกๆ คนพยายามอำเราตลอด (จอร์จินโย่) ไวจ์นัลดุม เป็นคนที่ชอบหยอกล้อเพื่อนๆ เสมอ เขารอจนกระทั่งทุกคนเข้ามาในห้องแต่งตัว แล้วก็เดิมมาหาผม จากนั้นก็ถามเสียงดังว่า -โม ซาลาห์ ทำไม มาเน่ ถึงอยากต่อยนาย ?- จากนั้นทุกคนก็เริ่มหัวเราะกัน”

ฟานมาร์ไวค์ ชมปีกซ้ายไทย ทำให้เก็บชัยชนะได้

เบิร์ต ฟาน มาร์ไวค์ โค้ชชาวดัตช์ ของ ยูเออี ยกเกมทางฝั่งซ้ายของทีมชาติเฉียบจริง หลังป่วนลูกทีมตัวเองซะยับ พร้อมแจงเหตุเปลี่ยนตัว ตัวเก่งอย่าง โอมาร์ อับดุลราห์มาน ออกด้วย
เบิร์ต ฟาน มาร์ไวค์ หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ชมนักเตะในกาบซ้ายของทีมชาติไทย ที่ปั่นป่วนทีมของเขาได้มาก พร้อมเผยสาเหตุที่ต้องเปลี่ยน โอมาร์ อับดุลราห์มาน ดาวเตะตัวเก่งออกในช่วงกลางครึ่งหลัง หลังเกมคัดบอลโลก ที่พ่าย ไทย 1-2 เมื่อวันอังคารที่ 15 ต.ค.
โดย เบิร์ต ฟาน มาร์ไวค์ กล่าวถึงการถอดโอมาร์ อับดุลราห์มาน ออกว่า “ไม่มีอะไรมาก เป็นเหตุผลของโค้ช ที่จะเปลี่ยนผู้เล่น เพราะก่อนหน้านี้ โอมาร์ ต้องพักรักษาอาการบาดเจ็บมาอย่างยาวนาน วันนี้ เขาเล่นมา 70 นาที ผมคิดว่าเขาทำได้ดี และขอชื่นชมเขาสำหรับฟอร์มโดยรวมในวันนี้”
“เชื่อผมเถอะว่า ผมก็ชอบโอมาร์ ผมอยากให้เขาลงสนามเต็มเกม แต่อย่างที่เห็น โอมาร์เพิ่งฟิต การได้เล่น 70 นาที ในเกมระดับสูง ถือว่าโอเค เขาจะเป็นกำลังหลักของยูเออีต่อไป”
“การเล่นในบ้านกับนอกบ้าน ผมพยายามทำไม่ให้ต่างกัน สุดท้ายแล้ว เมื่อมาเล่นกับทีมชาติไทยที่แข็งแกร่ง ไทยแกร่งมากโดยเฉพาะฝั่งซ้าย จริงๆแล้ว ยูเออีก็ทำได้ดี หลังตีเสมอได้ 1-1 แต่น่าผิดหวัง ที่มาโดนขึ้นนำอีกครั้งอย่างรวดเร็ว ช่วงต้นครึ่งหลังเราทำได้ไม่ดีจริงๆ ทำอะไรก็ผิดพลาด และใช้จังหวะก็เปลือง เราน่าจะได้สักสองประตู แต่มันก็ไม่เกิดขึ้น มันเป็นเรื่องธรรมดาของฟุตบอล ทีมที่ยิงได้มากกว่า ก็ต้องชนะไป”
โปรแกรมนัดต่อไป สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จะต้องทำการแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 2 กลุ่มจี นัดที่ 4 ด้วยการบุกไปเยือน เวียดนาม ที่สนาม มีดินห์ สเตเดียม ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 เวลา 19.00 น.

เจอร์ราร์ด เปรย เสียดายไม่ได้อยู่หงษ์แดงในยุคคล็อปป์

สตีเว่น เจอร์ราร์ด เปิดอก นึกเสียดายเหมือนกันที่อดเล่นให้ เจอร์เก้น คล็อปป์ ในนามของนักเตะ ลิเวอร์พูล แต่ระบุ ภูมิใจเหมือนกันที่ตัวเองพัฒนาฝีมือในเส้นทางการคุมทีมได้ดี
สตีเว่น เจอร์ราร์ด ผู้จัดการทีม เรนเจอร์ส ทีมดังของเวที สกอตติช พรีเมียร์ชิพ และตำนานกองกลางของ ลิเวอร์พูล ยอดสโมสรแห่งศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ยอมรับว่าเคยนึกเสียดายนิดหน่อยที่ไม่ได้ร่วมงานกับ เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมชาวเยอรมันในทัพ “หงส์แดง”
เจอร์ราร์ด ตัดสินใจบอกลา ลิเวอร์พูล หลังจบฤดูกาล 2014-15 ทั้งที่อยู่กับทีมมาตั้งแต่ระดับอะคาเดมี่ และเล่นให้ทีมชุดใหญ่มาตั้งแต่ฤดูกาล 1998-99 โดยตอนนั้นกุนซือของยอดทีมแห่งถิ่น แอนฟิลด์ ยังเป็น เบรนแดน ร็อดเจอร์ส อยู่ แต่พอถึงช่วงเดือนตุลาคมของปี 2015 ร็อดเจอร์ส ก็โดนปลด โดยที่ คล็อปป์ ได้เข้ามาคุมทีมแทน ซึ่งอดีตนายใหญ่ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ก็พัฒนาทีมได้ดีมากๆ จนซีซั่นก่อนได้แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แถมในฤดูกาลนี้ก็ยังนำเป็นจ่าฝูงในลีกด้วย
เจอร์ราร์ด ให้สัมภาษณ์กับ สกายสปอร์ตส์ สื่อกีฬาชั้นนำของเมืองผู้ดีว่า “พอผ่านไปเรื่อยๆ ผมก็มักจะคิดบางเรื่องอยู่เสมอ อย่างเช่นเรื่องที่ว่าผมควรจะอยู่กับ ลิเวอร์พูล ต่อรึเปล่า ?, ผมควรจะต่อสัญญาสัก 1 ปีดีไหม ? หรือประเด็นที่ว่าผมอาจจะได้ลงเล่นภายใต้การทำทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ อยู่บ้าง”
“เรื่องเหล่านี้มันเข้ามาในหัวผมอยู่เสมอ แต่ยังไงซะผมก็ตัดสินใจเลิกเล่นไปแล้ว ผมภูมิใจกับเส้นทางการค้าแข้งของผมกับ ลิเวอร์พูล มากๆ ผมภูมิใจกับการที่ผมเติบโตในด้านการเป็นผู้จัดการทีมได้ดี ผมอยากให้ความสำคัญกับงานคุมทีมอย่างเต็มที่, พยายามเรียนรู้, เติบโต รวมถึงพัฒนาต่อไป และลองดูสิว่าตอนนี้มันพาผมมาถึงไหนแล้ว”
“แน่นอนว่าคุณจะคิดถึงเรื่องแบบนั้นนิดหน่อยอยู่เสมอ ลองนึกภาพตามสิว่ามันจะเป็นยังไงถ้าผมยังอยู่กับ ลิเวอร์พูล ต่ออีกสักหน่อย และอาจจะได้ร่วมงานกับ เจอร์เก้น คล็อปป์ ซึ่งเขาก็อาจจะส่งผมลงเล่นสัก 10-15 นาที แน่นอนว่าผมคิดถึงเรื่องแบบนั้น ผมคงจะรู้สึกดีที่ได้มีประสบการณ์แบบนั้น”

คล็อปป์ ปลุกใจ หงษ์แดง ขยี้ “เจ้าบุญทุ่ม”

อลีสซง เบ็คเกอร์ นายด่านจอมหนึบ เผยสิ่งที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือคนเก่ง พูดกับลูกทีมลิเวอร์พูล ในแมตช์พลิกล็อกช็อกโลกเขี่ยบาร์เซโลน่า ร่วงตกสวรรค์ ในรอบตัดเชือก แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อซีซั่นที่ผ่านมา หลังเป็นรองไกลสุดกู่ในเกมแรกที่แพ้มาถึง 0-3
อลีสซง เบ็คเกอร์ ผู้รักษาประตูทีมชาติบราซิล เปิดเผยความจริงเกี่ยวกับสิ่งที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมชาวเยอรมัน พูดปลุกเร้าบรรดานักเตะ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล จนกระทั่งพลิกสถานการณ์เขี่ย บาร์เซโลน่า ตกรอบรองชนะเลิศ ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา
“เดอะ เร้ดส์” ดูเหมือนจะหมดโอกาสเข้ารอบชิงชนะเลิศถ้วย “บิ๊กเอียร์” เมื่อออกไปแพ้ บาร์ซ่า 0-3 ที่สนามคัมป์ นู อย่างไรก็ตามในเกมสองที่แอนฟิลด์ พวกเขาโชว์ฟอร์มขั้นเทพไล่บดขยี้ “เจ้าบุญทุ่ม” จนโงหัวไม่ขึ้นและได้ 4 ประตูจาก ดิว็อค โอริก้า และ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม คนละ 2 ประตู ทำให้สกอร์รวม ลิเวอร์พูล ชนะ 4-3
อลีสซง เผยเกี่ยวกับสิ่งที่ คล็อปป์ นำมาใช้กับลูกทีมจนพลิกนรกแบบหักปากกาเซียนว่า “มันเป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อ หลังจากเกมแรก ไม่มีใครคิดว่าเราจะกลับมาได้ แต่เรามีความเชื่อมั่นมากๆ มันเป็นหนึ่งในเกมที่ผมจะไม่มีวันลืมได้เลย มันเป็นช่วงเวลาที่ผมไม่มีทางลืมเลือนได้ในอาชีพของผม”
“ในเกมที่ บาร์เซโลน่า เราเล่นได้ดี และมีโอกาสหลายครั้งแต่แพ้สามประตู นั่นทำให้เราผิดหวังมากๆ เราให้ความเคารพต่อ บาร์ซ่า มากๆ แต่เรารู้ว่าเราสามารถกลับมาได้ ในอังกฤษเราใส่ทุกอย่างลงไปทั้งหมด และมันเป็นค่ำคืนที่น่าเหลือเชื่อ สำหรับ ลิเวอร์พูล ในเกมแรกเราสมควรได้อะไรมากกว่านี้ และ คล็อปป์ บอกกับเราว่าไม่ต้องผ่อนเกม และเล่นด้วยความรวดเร็วต่อไป นั่นทำให้เราประสบความสำเร็จตามเป้าหมายของเรา” โกลเลือดแซมบ้า ระบุ

ผีแดง งานเข้า ป๊อกบา เจ็บหนักอดลงนัด แดงเดือด!!

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องเจอเรื่องปวดหัวอีก หลังสื่อฝรั่งเศส เผยดาวเตะตัวเก่งเจ็บหนักกว่าที่คาด และอาจพลาดลงเล่นในเกมแดงเดือด
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีโอกาสสูงที่จะอดใช้งาน ปอล ป็อกบา กองกลางทีมชาติฝรั่งเศส ในเกมเปิดรัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ต้อนรับ ลิเวอร์พูล จ่าฝูง พรีเมียร์ลีก วันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคมนี้ เนื่องจากอาการบาดเจ็บรุนแรงกว่าที่คาดไว้ในตอนแรก
เลกิ๊ป สื่อเมืองน้ำหอม รายงานว่า ป็อกบา มีอาการบาดเจ็บนิ้วเท้าหัก ส่งผลให้น่าจะพลาดเกมแดงเดือด อย่างไรก็ตาม ไม่รุนแรงถึงขั้นต้องผ่าตัด หลังเจ้าตัวเดินทางไปฟื้นฟูร่างกายที่นครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อยู่ในเวลานี้
ในซีซั่นนี้ ป็อกบา มีอาการบาดเจ็บรบกวนหลายครั้ง หลังเจ็บข้อเท้าจากเกมพบ เซาธ์แฮมป์ตัน เมื่อเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา จนต้องพักราว 1 เดือน ก่อนกลับมาช่วยทีมได้ในเกม คาราบาว คัพ กับ รอชเดล และยังลงเล่นเกมลีกนัดที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เสมอ อาร์เซน่อล 1-1 เมื่อวันจันทร์ที่ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา ด้วย ก่อนมีอาการเจ็บขึ้นมาอีก

“ผีแดง” เล็ง อัลเลกรี เข้ามาดูแลทีมแทน โซลชา

กัซเซ็ตต้า เดลโล่ สปอร์ต สื่อกีฬาของอิตาลี ตีข่าว มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี ตั้งเงื่อนไขเอาไว้ว่าตนจะยอมคุม แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ต่อเมื่อได้รับการแต่งตั้งภายในไม่กี่สัปดาห์นี้ โดยถ้ารอจนถึงเดือนธันวาคมนี้เขาก็อาจจะบอกปัดข้อเสนอของ “ปีศาจแดง” แม้ว่าบอร์ดบริหารของที่นั่นจะกาหัวเขาเป็นเป้าหมายเบอร์ 1 ก็ตาม
มัสซิมิเลียโน อัลเลกรี กุนซือว่างงานคนดัง ตั้งเงื่อนไขเอาไว้ว่าถ้าเกิด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยากให้ตนไปเป็นผู้จัดการทีมของที่นั่นจริงๆ มันก็ต้องมีการแต่งตั้งเขาอย่างเป็นทางการภายในช่วงไม่กี่สัปดาห์ต่อจากนี้เท่านั้น ตามรายงานของ กัซเซ็ตต้า เดลโล่ สปอร์ต สื่อกีฬาชั้นนำของประเทศอิตาลี
โอเล่ กุนนาร์ โซลชา นายใหญ่คนปัจจุบันของ แมนฯ ยูไนเต็ด ทำผลงานได้น่าผิดหวังสุดๆ ในช่วงต้นฤดูกาลนี้ จากการพาทีมชนะในช่วงเวลา 90 นาทีเพียงแค่ 3 เกมจาก 11 นัดในทุกรายการ แถมในลีกก็เพิ่งเก็บได้เพียง 9 คะแนนจากการลงเล่น 8 นัด จนทำให้เริ่มมีกระแสข่าวเกี่ยวกับการที่เขาจะโดนปลดออกจากตำแหน่งแล้ว โดยคนที่มีข่าวกับเก้าอี้กุนซือของ แมนฯ ยูไนเต็ด มีอย่างเช่น อัลเลกรี, เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ และ ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์ เป็นต้น
กระทั่งล่าสุด กัซเซ็ตต้า เดลโล่ สปอร์ต ก็เผยว่าบอร์ดบริหารของ แมนฯ ยูไนเต็ด กำหนดให้ อัลเลกรี เป็นเบอร์ 1 ในเรื่องคนที่จะเข้ามาคุมทีมต่อจาก โซลชา หลังจากกุนซือชาวอิตาเลียนมีดีกรีที่ยอดเยี่ยมด้วยการเคยพา ยูเวนตุส ได้แชมป์หลายรายการ ไม่ว่าจะเป็นแชมป์ลีก 5 สมัย, แชมป์ โคปปา อิตาเลีย 4 ครั้ง และแชมป์ อิตาเลียน ซูเปอร์คัพ 2 หน โดยที่ อัลเลกรี ก็สนใจที่จะมาเป็นนายใหญ่ในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เหมือนกัน
อย่างไรก็ตาม อัลเลกรี ก็กำหนดเส้นตายเอาไว้ด้วยว่าเขาจำเป็นต้องได้รับตำแหน่งภายในไม่กี่สัปดาห์ต่อจากนี้ เพราะเขาอยากมีเวลาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในการพลิกสถานการณ์ของทีม โดยถ้าเกิดรอนานจนถึงเดือนธันวาคมนี้มันก็มีโอกาสสูงที่เขาจะไม่มีวันตอบรับข้อเสนอของ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ว่าข้อเสนอมันจะดีเท่าไหร่ก็ตาม เพราะเขาไม่ชอบแนวคิดการเข้าคุมทีมช่วงกลางฤดูกาลเท่าไหร่

อับราฮัม ยกย่อง ฟานไดค์ คือสุดยอดกองหลัง

แทมมี่ อับราฮัม หัวหอกอนาคตไกลของ เชลซี ระบุ ในบรรดากองหลังที่คนเคยดวลด้วยนั้น เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ดาวเตะ ลิเวอร์พูล คือคนที่เก่งที่สุด ชี้ ฟาน ไดค์ ถึงขนาดเดาได้ว่าตนอยากไปอยู่ตรงไหนในกรอบเขตโทษ
แทมมี่ อับราฮัม กองหน้าดาวรุ่งของ เชลซี สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งวงการ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กล่าวชม เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ กองหลัง ลิเวอร์พูล ว่าเป็นปราการหลังที่เก่งมากๆ จนถึงขนาดที่เป็นคู่แข่งที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่ตนเคยดวลด้วย
อับราฮัม ถือเป็นหนึ่งในนักเตะที่ได้รับการจับตามองอย่างมากในตอนนี้ของแฟนบอลอังกฤษ หลังจากที่เขาออกสตาร์ตซีซั่น 2019-20 ได้อย่างร้อนแรงด้วยการทำไปแล้ว 8 ประตูจากการลงเล่นในลีก 8 นัด จนทำให้เขาเป็นดาวซัลโวสูงสุดของ พรีเมียร์ลีก ในตอนนี้ ร่วมกับ เซร์คิโอ อเกวโร่ อย่างไรก็ตาม หนึ่งในเกมลีกที่เขาทำประตูไม่ได้ในฤดูกาลนี้คือนัดที่ต้นสังกัดแพ้ ลิเวอร์พูล 1-2
หลังจากโดนถามเกี่ยวกับ ฟาน ไดค์ แล้วนั้น อับราฮัม ก็เผยว่า “เขาถือเป็นสัตว์ร้ายชัดๆ ไม่ว่าเขาจะทำอะไรเขาก็ทำได้ดีไปหมด เขามีประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม ที่จริงตอนเจอกับเขานี่ผมก็พยายามลองเอาชนะเขานิดๆ น่ะนะ ผมพยายามที่จะใช้ลูกเล่นที่คิดเอาไว้เพื่อเล่นงานเขา แต่เขามีความเข้าใจในเกมการเล่นสูงมากๆ (จนทำให้ อับราฮัม เอาชนะไม่ได้)”
“ลูกเล่นที่ว่าของผมก็เป็นเรื่องรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างการเคลื่อนที่ มันคือการเคลื่อนที่ในกรอบเขตโทษ กองหลังบางคนน่ะไม่ค่อยสนใจผมเท่าไหร่ พวกเขาเอาแต่ให้ความสำคัญกับบอลเพียงอย่างเดียว แต่เขา (ฟาน ไดค์) ให้ความสำคัญกับสองอย่างพร้อมกันได้ เขาให้ความสำคัญกับทั้งผมและลูกบอล เขารู้ว่าผมจะไปอยู่ตรงไหน, เดาออกว่าผมอยากไปอยู่ตรงไหน และตามไปประกบผมได้ ซึ่งสำหรับกองหน้าแล้วน่ะนั่นถือเป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิดมากๆ ปล่อยให้ผมอยู่ตัวคนเดียวทีเถอะ!”

ร็อดเจอร์ส ชม มิลเนอร์ เป็นนักเตะมีความเป็นมืออาชีพสูง

เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือ เลสเตอร์ ระบุ ปัจจัยที่ทำให้ เจมส์ มิลเนอร์ เลือกมาอยู่กับ ลิเวอร์พูล ในช่วงซัมเมอร์ ปี 2015 ก็เพราะเจ้าตัวอยากได้แชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก พร้อมชม มิลเนอร์ ว่ามีความเป็นมืออาชีพสูงสุดๆ
เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ผู้จัดการทีม เลสเตอร์ ซิตี้ สโมสรแกร่งแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เปิดเผยว่าสาเหตุที่ เจมส์ มิลเนอร์ กองกลางชาวอังกฤษตัดสินใจเซ็นสัญญามาอยู่กับ ลิเวอร์พูล เมื่อช่วงซัมเมอร์ ปี 2015 เป็นเพราะต้องการได้แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และมองว่า “หงส์แดง” มีศักยภาพดีทีจะทำอย่างนั้นได้
มิลเนอร์ เคยอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นเวลา 5 ฤดูกาล จนได้ทั้งแชมป์ลีก 2 สมัย, แชมป์ เอฟเอ คัพ 1 หน, แชมป์ ลีก คัพ 1 ครั้ง และแชมป์ คอมมิวนิตี้ ชิลด์ 1 สมัยกับ “เรือใบสีฟ้า” แต่เขาก็ตัดสินใจบอกลาทีมแบบไร้ค่าตัวในช่วงซัมเมอร์ของปี 2015 โดยนอกจาก ลิเวอร์พูล แล้วนั้น ในตอนนั้นมันก็ยังมีอีกหลายทีมที่ตกเป็นข่าวว่าอยากได้เขาไปร่วมทัพ อย่างเช่น อาร์เซน่อล เป็นต้น
สุดท้ายแล้ว ลิเวอร์พูล ซึ่งตอนนั้นคุมทีมโดย ร็อดเจอร์ส ก็ได้ มิลเนอร์ มาเสริมแกร่ง และดาวเตะชาวอังกฤษก็สมหวัง หลังจากที่ยอดทีมแห่งถิ่น แอนฟิลด์ ได้ถ้วย “บิ๊กเอียร์” ไปครองเมื่อซีซั่นก่อน
ร็อดเจอร์ส ให้สัมภาษณ์กับ ลิเวอร์พูล เอ็คโค่ สื่อท้องถิ่นของเมืองลิเวอร์พูลว่า “มันเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆ เลยนะ เพราะตอนนั้นเขาอยากย้ายมาอยู่กับ ลิเวอร์พูล มากๆ เขาได้ทั้งแชมป์ลีกและแชมป์ฟุตบอลถ้วยมาหลายรายการ แต่เป้าหมายตลอดชีวิตของเขาคือการได้แชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก และเขาก็รู้สึกว่าการมาอยู่กับ ลิเวอร์พูล จะช่วยให้เขามีโอกาสทำอย่างนั้นได้มากกว่าการไปอยู่กับทีมอื่น”
“ตอนที่เราได้รับการติดต่อมาว่าเขาจะมาอยู่กับเรานี่ผมดีใจมากๆ เลยล่ะ ความเป็นมืออาชีพ, ความกระตือรือร้น และความมุ่งมั่นของเขาถือเป็นสิ่งที่ช่วยทีมได้อยู่เสมอ ถึงแม้เราจะได้ทำงานร่วมกันไม่นานนักแต่เขาก็ดูเหมือนเป็นการเสริมทัพที่ดีอยู่เสมอ เขาเป็นคนที่ยอดเยี่ยมมากๆ คุณก็เห็นกันแล้วว่าเขาทำอะไรได้บ้าง เขาสามารถถูกโยกไปเป็นแบ็กซ้ายได้ และสามารถเล่นเป็นกองกลางได้ด้วย เขาเป็นมืออาชีพชั้นยอด และทำผลงานให้สโมสรได้อย่างยอดเยี่ยม”